วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

วิเคราะห์การเมือง โดย นิรนาม


Credit ภาพ: Junkle Man
สถานณ์การแนวที่จะเกิด....ผลแห่งการที่กลุ่มกบฎประกาศยึด กทม.และการบอยคอต กลต.ด้านกบฎรับงานใหญ่โดยมีงบที่อยู่ได้ทั้งปี โดยมีทุน 2หมื่นกว่าล้าน แต่ต้องรีบปิดเกมส์สร้างสภาวะรัฐล้มเหลวก่อนเลือกตั้งเราจะไม่ได้เลือกตั้งเป็นที่แน่นอน แต่กบฎไม่สามารถล้มรัฐบาลได้หากแต่จะทำการก่อให้เกิดเหตุจราจลการสร้างสถานการณ์ โดยมีทหารนอกแถวเข้ามาแฝงร่วมเป็นการ์ดอยู่นานแล้วประมาณ 5,000 คน มีกระบวนขนทหารและขนมเข้ามาเรื่อยๆซึ่งการนี้จะสอดคล้องกับแนวการนำทหารเข้ามาสวนสนามที่ผิดปรกติและเปิดเกมส์ด้วย องค์กรอิสระต่อมาคือตาชั่งเมื่อฟันแล้วจะเกิดการต่อต้านจนนำพาสู่การต่อสู้ของฝ่ายประชาชนแต่ก่อนจะถึงจุดนั้นจะมี 2 ทางแยก คือ

1.รัฐบาลยอมรับคำตัดสินแล้วถอยยุติบทบาท
2. รัฐบาลตั้งธงสู้สร้างแนวร่วมต่างประเทศเปิดกรอบรัฐบาลพลัดถิ่น

หากรัฐสู้แล้วแพ้แถว 2 จะเป็น นปช.แถว 3 จะเป็น ปชช.


ดังนั้นเวลานี้ไม่ใช่ภาวะการเลือกตั้งแต่เป็นภาวะสงคราม


เป้าหมายเจ้าของกบฎไม่ใช่การเมืองแต่ใหญ่กว่านั้นมาก ถ้าฝ่ายแดงชนะอามาตย์ก็โดนแน่ จากผู้ที่ขึ้นมาเป็นใหญ่แต่ ถ้าล้ม ปชตได้ เสื้อแดงจะถูกกวาดล้างอย่างหนักเช่นกัน...


จับตาแผน ลับลวงพราง ของสีเขียวจะฉวยโอกาสกลุ่มที่น่ากลัวไม่ใช่ทหารแก่แต่จะเป็นยังเตริ์กประมาณรุ่น 20 กว่ามีกองผสมจาก ผกค.สายตาโปนและอีกหลายกลุ่ม สิ่งที่สำคัญเวลานี้ รัฐบาลจะสู้หรือไม่ หากสู้จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นควรตั้งในประเทศ แต่ถ้าหนีไปตั้งต่างประเทศเสื้อแดงจะระส่ำมาก และโอกาสชนะจะน้อยลงเพราะถ้าฝ่ายอามาตย์ตั้งรัฐได้ต่างชาติ ก็จะแห่ไปร่วมเพราะผลประโยชน์โดยเฉพาะจีนที่หวังจะได้รถไฟและปิโตรแทนที่เมกา โดยมีเจ้าของม็อบเห็นดีด้วย..... 


ระวังการข่าวลวงเบี่ยงประเด็นเบนความสนใจของจริงอยู่ที่สีเขียวและตาชั่ง สุเทพเป็นเพียงลิเกหน้าม่าน ขอบอกว่าหากเกิดเหตุการณ์บานปลายอย่ารุกแบบไร้รูปแบบจะเข้าทางมันและจะตกอยู่กลางวงล้อมสิ่งที่ควรทำคือการวางแผนรับมือตั้งฐานตามภูมิภาคต่างๆการรณรงค์ ลต.ก็ทำไปเพื่อให้ฝ่ายคนกลางรับรู้ว่าฝ่ายใดที่ดีหรือเลว 



  • สิ่งที่เรามีคือตำรวจและทหาร ปชต.
  • กองทัพมี 2 ฝ่าย


สุดท้ายสงครามที่เลี่ยงไม่ได้.... จะเกิดในแผ่นดินนี้.. ศึกใหญ่ของฝ่ายประชาธิปไตยกำลังจะมาถึง....



อ.จุฬาฯ นัดเจอกันที่ลานพระรูป 2 รัชกาล ตอน 5 โมงเย็น วันศุกร์ที่ 10 มกราคม


.จุฬาฯ นัดรวมตัวเสียงส่วนน้อย 10 ..นี้ ค้านม็อบ-หนุนเลือกตั้ง อ.จุฬาฯ ผู้เปิดโปงเรื่องจีที 200 นัดรวมตัวเสียงส่วนน้อย 10 มกราคมนี้ ที่หอศิลป์ เพื่อค้านม็อบชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง และหนุนการเลือกตั้ง 

วันนี้ (4 มกราคม 2557) นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงเรื่องจีที 200 ได้โพสต์ข้อความบน เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant เชิญชวนชาวจุฬาฯ ให้มาร่วมแสดงพลังสนับสนุนการเลือกตั้งและหยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขความรุนแรง ดังนี้.. 

เอากำหนดการคร่าว ๆ ก่อนนะครับ ขอเชิญชาวจุฬาฯ (เสียงส่วนน้อย) รักสันติ-สนับสนุนการเลือกตั้ง นัดเจอกันที่ลานพระรูป 2 รัชกาล ตอน 5 โมงเย็น วันศุกร์ที่ 10 มกราคม ก่อนที่จะเดินไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม "พอกันที! หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ที่ลานหอศิลป์ กทม. ข้างมาบุญครอง 

นัดกันใส่เสื้อชมพู มีไฟฉายหรือโคมตะเกียงไฟฟ้าไปด้วย (ถ้าใช้เทียน ต้องมีกระดาษรอง) ทำป้ายผ้าป้ายกระดาษได้ตามความเหมาะสมที่ใช้ภาษาสุภาพ และไม่ยั่วยุฝ่ายใดครับ ปล. ใครว่างก็มาเจอกันครับ จะใส่เสื้อสีอะไรก็ได้ แต่ถ้าใส่สีมหาลัยหรือหน่วยงานของตัวเองก็ดีครับ" ส่วนทางด้าน นายกิตติชัย งามชัยพิสิษฐ์ ผู้สร้างแฟนเพจ "พอกันที หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง" ระบุว่า

 กิจกรรมจุดเทียนเขียนสันติภาพจัดขึ้นเพื่อ 
1. เปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงความเห็น อาทิ ญาติของผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมที่ผ่านมา 
2. ให้หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง ไม่ได้แปลว่าไม่ให้หยุดชุมนุม ชุมนุมได้ แต่ต้องไม่สร้างเงื่อนไขนี้ 

นายกิตติชัย แสดงความเห็นว่า การชุมนุมของ กปปส. มองได้ว่าจะนำไปสู่ความรุนแรง 2 ระดับ คือ เรื่องข้อเสนออย่างการเลื่อนเลือกตั้ง ก็จะนำไปสู่การที่คนอีกกลุ่มไม่พอใจและต้องออกมาอีก ส่วนอีกเรื่องคือทางกายภาพ เพราะมีวาจาที่นำไปสู่ความเกลียดชัง การบุกสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งรัฐต้องทำหน้าที่ ซึ่งหากชุมนุมแบบสงบก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่การไปบุกสถานที่เลือกตั้งนั้น ละเมิดสิทธิคนทั้งประเทศอย่างแน่นอน 

ท้ายนี้ นายกิตติชัย กล่าวอีกว่า ในวันศุกร์ที่ 10 มกราคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่เดิมคือ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เวลา 18.00-21.00 . มีกิจกรรมจุดเทียน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปราศรัยคนละไม่เกิน 5 นาที


วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

เพื่อไทย คิกออฟ เปิดเวทีปราศรัย เมืองทองคนพรึบ!

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 มกราคม ที่ลานข้างสนามกีฬาเอสซีจี เมืองทองธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดการปราศรัยใหญ่ ภายใต้ชื่อ "2 กุมภา เข้าคูหา รักษาประชาธิปไตย" โดยมี ส.ส.พท. และแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายภูมิธรรม เวชยชัย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวรชัย เหมะ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล นายฉลอง เรี่ยวแรง นายดนุพร ปุณณกันต์ มล.ณัฎฐพล เทวกุล ร่วมเวที สำหรับบรรยากาศโดยรอบเวทีปราศรัยมีประชาชนจำนวนมากร่วมฟังการปราศรัย นอกจากนี้ บริเวณทางเข้าออกโดยรอบมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศปก.ภ.1 สน.เมืองทองธานี จำนวน 2 กองร้อยดูแลรักษาความปลอดภัย 

เวลา 17.30 น. นายณัฐวุฒิ ปราศรัยว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็จะต้องรักษาหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันหลักนิติธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้ามีความเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ มีสิทธิมากกว่าคนต่างจังหวัดถือเป็นวิธีคิดที่ริดรอนเสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ถือเป็นการประกาศว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและเป็นเจ้าของประเทศเท่ากัน รวมถึงปฏิเสธอำนาจนอกระบบด้วย ส่วนจะมีการปฏิวัติหรือไม่นั้น ไม่อาจบอกได้แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงก็พร้อมที่จะต่อสู้ตั้งแต่วินาทีแรก ทั้งนี้แม้ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรีก็ไม่สำคัญ แต่ประเทศจะต้องเดินหน้า มีการเลือกตั้ง และเป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์เท่านั้น และขอให้ผู้ที่เห็นด้วยทุกเสียง ทุกพรรค มาพร้อมกันในเวลา 09.00 น. ในจุดนัดหมายของทุกจังหวัดเพื่อแสดงจุดยืน และเพื่อให้นโยบายต่างๆได้เดินหน้า พร้อมปกป้องประชาธิปไตย ขอให้เข้าคูหาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เลือกพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามภายหลังจากการปราศรัยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อปราศรัยต่อไป

ต่อมาเวลา 18.20 น. นายจารุพงศ์ ปราศรัยว่าโจมตีนายสุเทพและยืนยันว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์แน่นอน

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะเข้าใจมันอย่างไรสังคมจึงจะยอมรับจุดร่วมกันได้?




กราบเรียนผู้มีอำนาจ........
โลกนี้การเมืองการปกครองมันเปลี่ยนแปลงไปไกลมากแล้ว โลกมันหมุนไปไม่มีวันหยุด ความคิดของผู้คนก็พัฒนาเรียนรู้ทันมากขึ้นเป็นลำดับ...

ใครเป็นใครก็เห็นหน้าเห็นใจกันหมดแล้ว หากจะเข้ามาอยู่ในระบบสากลจะมีตัวแทนของแต่ละฝ่ายลงนามในระบบสากล มันก็ไม่น่าจะผิดกติกาที่ยอมกันได้ตรงไหน

เพียงแต่ผู้ที่อยู่สูงแล้วก็คงสถานะได้ แต่ต้องยอมให้ผู้ที่อยู่ต่ำ เขาได้สร้างฐานตัวเองขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่คิดหวาดกลัวว่าคนอื่นอื่น เขาจะขึ้นมาเทียบชั้นตนเอง นั่นมันเป็นความคิดโบราณและจำกัดแต่เพียงในนิยายเท่านั้น


อย่าลืมว่า ทุกฝ่ายนั้น อาศัยซึ่งกันและกันมานานมากแล้ว ฝ่ายหนึ่งอาจจะเคยเป็นที่อาศัยในทางจิตใจ ฝ่ายหนึ่งก็อาศัยพละกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งมาเช่นเดียวกัน ความเข้าใจกันต่างหากที่จะเป็นศูนย์รวมและจุดร่วมของใจซึ่งกันและกัน

ถ้าคิดกันอย่างนี้ได้ สังคมก็จะสงบและจะอาศัยอยู่ร่วมกันในประเทศนี้ได้

ถามว่าทุกคนจะร่วมกันสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันได้หรือไม่?

ต้องถามใจแต่ละฝ่ายกันดูเท่านั้น


วารีนา ปุญญาวัณน์
2010

กลับหน้าหลัก

BBC Drops Propaganda Hammer on Thailand



Video: Grotesque propaganda attempts to skirt the dangerous personality cult of Thaksin Shinawatra built on political intimidation and a tendency toward extreme violence. The BBC is a notorious propaganda front representing not objective journalism, but the corporate-financier interests that sponsor it, and sit along side it on corporate-funded policy think tanks like the Chatham House. 

Credit: http://landdestroyer.blogspot.com/2013/12/bbc-drops-propaganda-hammer-on-thailand.html

ข้อเสนอ 7 ข้อ ของกลุ่มเส้นทางสีแดง



อ่านข้อเสนอ 7 ข้อ ของกลุ่มเส้นทางสีแดงที่นี่

การจัดตั้งกลุ่มเสรีชนของคนเสื้อแดง

 26 September 2012 at 17:51

หลังเวทีราชประสงค์แตก 19 พค.2553 แกนนำนปช.กระจัดกระจาย บางส่วนหลบหนีออกนอกประทศ บางส่วนถูกคุมขัง ได้เกิดกลุ่มเสื้อแดงเสรีชนที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระโดยปราศจากการจัดตั้ง กลุ่มเหล่านี้
เป้าหมายของทุกกลุ่มอยุ่ที่รับใช้อุดมการณ์ของคนเสื้อแดงที่หลากหลาย เช่น เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ เรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนตาย เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขัง เรียกร้องให้แก้ไข 112 เรียกร้องให้หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้มีความยุติธรรมมาตรฐานเดียวกัน เป็นต้น

กลุ่มแดงเสรีชนเหล่านี้ได้มีบทบาททางการเมืองทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคม 2554 ช่วยกันรณรงค์เคลื่อนไหวทำกิจกรรมจนทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง มีส่วนผลักดันให้แกนนำของคนเสื้อแดงได้เข้าไปมีบทบาทในสภา ทั้งในฐานะตัวแทนประชาชน หรือที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ผมเห็นว่าเสรีชนได้ช่วกันตอบแทนแกนนำของเขาได้อย่างเหมาะสมแล้ว

ทว่า ในภาวะที่แกนนำทุกสีเสื่้อต่างติดเงื่อนไขการประกันตัวของศาล ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่กลับมีการนำมวลชนไปทำกิจกรรมเพื่อเป้าหมายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ (เช่น พามวลชนไปกดดันศาลที่จะเพิกถอนเงื่อนไขประกันตัว พามวลชนไปที่กองปราบเพื่อแจ้งความเรื่องส่วนตัวจนเกิดเหตุวิวาทกับคนต่างสีเสื้อ) นอกจากนี้ การที่แกนนำบางคนเข้าไปเป็นสส. หรือรอที่จะเป็นรัฐมนตรี ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความลำบาก ไม่สามารถปราศัยที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทำกิจกรรมเพื่อให้มวลชนมีส่วนร่วมในการแสดงออกลดลง ในขณะที่กลุ่มแดงเสรีชนที่มีหลากหลายกลับเป็นฝ่ายเดินหน้าทำกิจกรรมมากขึ้น บ่อยขึ้น แต่มีข้อจำกัดที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระ และไม่พึ่งพาซึ่งกันและกัน

ผมคิดว่าคนเสื้อแดงควรจะตั้งคำถามซึ่งกันและกันว่า .. ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการรวมกลุ่มแดงเสรีชนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อความเป็นเอกภาพ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แชร์ข้อมูลร่วมกัน ตรวจสอบและให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับคนเสื้อแดงทุกกลุ่ม นั่นคือ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน ปราศจากการครอบงำของพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ

(หมายเหตุ : บ่ายวันนี้ผมเห็นสไลด์ของอ.หวานที่จัดทำโดยคุณเอกฤทธิ์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ จึงตัดสินใจเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา เพื่อให้กำลังใจอ.หวานและคุณเอกฤทธิ์ที่ร่วมกันเผยแพร่แนวคิดนี้ ขอให้คนเสื้อแดงได้ออกความเห็นในฐานะครอบครัวใหญ่ซึ่งต่างคนต่างมีอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน )