วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผมอยากเข้าพรรคเพื่อไทยทำงานด้านมวลชนพัฒนาประชาธิปไตย


ณ.ที่ใด ดวงใจไม่เคยหวั่น จะฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนาม
ประชาธิปไตยไม่เกินเอื้อมพยายาม ฝากชื่อนามให้โลกรู้ .. "กูเสื้อแดง



ผมอยากเข้าพรรคเพื่อไทยทำงานด้า
นมวลชนพัฒนาประชาธิปไตย ขืนทำกิจกรรมด้วยเงินตัวเองต่อไปมีหวังล่มจม ผู้เกี่ยวข้องกรุณาแนะนำ

ผมไม่เคยนึกเสียใจที่เคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร

ผมไม่เคยนึกเสียใจที่เคลื่อนไหวต้านรัฐประหารแม้จะถูกดำเนินคดี ผมสามารถบอกกับลูกๆได้เต็มปากว่าพ่อได้ปกป้องประชาธิปไตยเพื่อลูกๆของพ่อจนถึงที่สุดแล้ว ถ่ายพร้อมกับบันทึกแจ้งการดำเนินคดีจากศาลทหาร มีผู้คุมเรือนจำมารอรับตัว ได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเวลา 21.00 น.

จดหมายร้องขอความเป็นธรรม


พรุ่งนี้ 31 กค. 9.00 น. ผมต้องไปศาลทหารเนื่องจากเป็นกำหนดส่งฟ้อง ซึ่งจะรู้ว่าถูกฟ้องหรือไม่ ข้อหาใด ผมขอเปิดจดหมายร้องขอความเป็นธรรมที่ได้ทำถึงตุลาการศาลทหารให้สังคมได้ทราบ เนื้อหาดังต่อไปนี้


(จดหมายร้องขอความเป็นธรรม)

เรียน ตุลาการศาลทหาร

ตามที่ข้าพเจ้าได้ถูกจับกุมจากบ้านพักเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าร่วมชุมนุมคัดค้านคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่บริเวณหอศิลป์ นั้น ข้าพเจ้าใคร่ขอร้องขอความเป็นธรรมในการพิจารณาในการตั้งข้อหากับข้าพเจ้าด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังนี้

ข้าพเจ้ามีอาชีพเป็นนักธุรกิจ และเป็นอดีตอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย หลายปีมานี้ข้าพเจ้าเป็นนักกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมและประชาธิปไตย กิจกรรมที่ข้าพเจ้าทำมีชื่อว่ากิจกรรมเส้นทางสีแดงซึ่งเป็นกิจกรรมปั่นจักรยานทางไกลไปยังชนบทในภูมิภาคต่างๆ นำเงินและสิ่งของบริจาคไปมอบให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในปี 2553 ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปี 2554 ผู้ร่วมกิจกรรมเส้นทางสีแดงมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทหาร ตำรวจ ครู และประชาชนทั่วไปวัยเกษียน ข้าพเจ้าได้เผยแพร่กิจกรรมบนเฟซบุ้คของใช้ชื่อ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” กิจกรรมนี้มิได้เคยสร้างความขัดแย้งในสังคม ตรงกันข้าม กิจกรรมเส้นทางสีแดงเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเป็นกิจกรรมที่แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เมตตาธรรมและสันติวิธี ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาโดยตลอด

ในวันดังกล่าวข้าพเจ้าได้เดินทางไปโดยลำพังโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะไปเดินเล่นที่ศูนย์การค้ามาบุญครองที่อยู่ไกล้กับหอศิลป์โดยลงที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ระหว่างที่เดินเข้าศูนย์การค้ามาบุญครองข้าพเจ้าพบเห็นทหารยืนรักษาการณ์ประจันหน้ากับประชาชนที่ตะโกนส่งเสียงดัง มีสื่อมวลชนถ่ายภาพจำนวนมาก ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปดูเหตุการณ์พบเห็นหญิงชราคนหนึ่งชูป้ายใส่ทหารและตะโกนเสียงดัง เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจผิดว่าประชาชนกำลังถูกทำร้าย จึงได้เอาตัวเข้าไปขวางระหว่างหญิงผู้นั้นและทหาร พร้อมกับตะโกนบอกทหารว่า “จับเลยๆ” ซึ่งหมายถึงให้จับข้าพเจ้าแทนหญิงคนนั้น

ในขณะนั้นข้าพเจ้าอยู่ในอาการตกใจและสับสน ประกอบกับเสียใจที่มีการทำรัฐประหารจึงได้แสดงออกด้วยอารมณ์โกธรซึ่งเป็นอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อได้สติจึงได้เดินออกมาจากบริเวณนั้น และเข้าไปเดินในศูนย์การค้าขากลับได้เดินกลับไปที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับกล่าวคำขอโทษว่า “น้อง เมื่อกี้พี่พูดรุนแรงเกินไป พี่ขอโทษ” ขณะนั้นมีทหารอยู่ในเหตุการณ์หลายคนเป็นพยาน ซึ่งต่อมาขณะที่ข้าพเจ้าถูกควบคุมตัวมาที่กรมทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ทหารที่สอบปากคำข้าพเจ้า 2 นายก็เป็นทหารกลุ่มเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวคำขอโทษ สามารถเป็นพยานในเหตุการณ์นี้ได้

ในขณะที่ข้าพเจ้าถูกสอบปากคำนั้น ข้าพเจ้าถูกสอบถามถึงความเกี่ยวข้องกับกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) การเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ก่อความรุนแรง หรือการกระทำผิดตามมาตรา 112 หรือไม่? ข้าพเจ้าได้ชี้แจงว่าข้าพเจ้าดำเนินกิจกรรมโดยอิสระ มิได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนปช. ข้าพเจ้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงใดๆ และข้าพเจ้าได้โพสข้อความเทิดทูนพระมหากษัตริย์ตลอดมา โดยเฉพาะพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งข้าพเจ้าได้โพสบ่อยครั้งเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงได้เคยปั่นจักรยานจากกรุงเทพไปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังไกลกังวลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2557 ข้าพเจ้ายังได้เคยปั่นจักรยานไปภาคเหนือ ภาคกลาง พม่า ลาว และประเทศจีน รวมเป็นระยะทางกว่า 4,000 กม. โดยเรียกร้องให้ความปรองดองและสมานฉันทน์ของสังคมไทยและเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ข้าพเจ้ายินดีที่จะนำหลักฐานในการทำกิจกรรมดังกล่าวแสดงต่อนายทหารพระธรรมนูญตลอดเวลา

อนึ่ง เอกสารที่ทหารที่มาดำเนินการจับกุมข้าพเจ้ามีข้อมูลหลายอย่างที่เป็นการใส่ความหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เช่น กล่าวหาว่าข้าพเจ้าไปขึ้นเวทีที่ขอนแก่นเพื่อปลุกระดมให้คนออกมาต่อต้านรัฐประหาร ทั้งที่ข้าพเจ้ามิได้เดินทางไปที่ขอนแก่นเลยหลังรัฐประหาร และภาพที่นำมาประกอบก็เป็นภาพตั้งแต่ปี 2555 นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าข้าพเจ้าถ่ายรูปกับนายจักรภพ เพ็ญแขที่กัมพูชา แต่ภาพประกอบกลับเป็นภาพที่ข้าพเจ้ายืนถ่ายรูปกับเด็กหญิงอายุ 5-6 ขวบที่บริเวณอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นต้น เรื่องดังกล่าวข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิดและมิได้บอกกล่าวกับบุคคลใดให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อทหารที่มาดำเนินการจับกุม

ในยามที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ต้องการนำสันติสุข เสริมสร้างความสามัคคีและปรองดองของคนในชาติ ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับนักกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมที่ได้อุทิศตนทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และขอได้โปรดยุติการดำเนินคดีกับข้าพเจ้า จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (ผู้ร้องเรียน)
18 กรกฏาคม 2557

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จดหมายจากเส้นทางสีแดงถึงเพื่อนใน มูลนิธิ ฟรีดริค เอ แบร์ท


26 December 2011 at 11.36

จดหมายนี้ผมถึงเขียนเพื่อนชาวไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่มูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่งชื่อ มูลนิธิ ฟรีดริค เอ แบร์ท ผมได้พบกับเธอคนนี้ในงานเสวนาที่จัดโดยศูนย์สันติวิธี มหาวิทยาลัยมหดิล เห็นว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจ จึงขอนำมาไว้ในบันทึกเฟซบุ้ค ดังนี้ :

คนเสื้อแดงรู้สึกเจ็บปวดกับผลของรัฐประหาร 19 กย.2549 อย่างมาก สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้มีโอกาสเลือกตั้งผู้นำของเขาเอง ในวันที่ 12 มีค.2554 พวกเขาเดินทางเข้ามาจากทั่วประเทศนับแสนคนเพื่อมาชุมนุมให้รัฐบาลที่พวกเขาไม่เลือกยุบสภาเพียงเพื่อจะได้มีโอกาสเลือกตั้งใหม่ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับคือการใส่ร้ายป้ายสีจากรัฐบาลเผด็จการกล่าวหาว่าพวกเขารับเงินมาชุมนุม กล่าวหาว่าพวกเขาเป็นคนซ่องสุมอาวุธและทำร้ายผู้คน ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่ผมได้รับตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการได้กล่าวหา เหตุการณ์การสังหารหมู่ (Massacre) ในวันที่ 10 เมย.และ 19 พค. ได้สร้างความเจ็บแค้นให้กับพวกเขาอย่างมาก คนเสื้อแดงนับหมื่นๆคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งผ่านความทรงจำและภาพจากกล้องของพวกเขา หลังเหตุการณ์ 19 พค.คนเสื้อแดงถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงที่สุดในประเทศไทย ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากถูกจับกุมคุมขังและไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัว คนเสื้อแดงจำนวนมากถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม เจตนาของผู้ปกครองมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ เพื่อให้เกิดความหวดกลัวในหมู่ประชาชนเพื่อมิให้ลุกขึ้นมาทวงสิทธิขั้นพื้นฐานของเขาในฐานะเสรีชน การปราบปรามอย่างทารุณในปีนี้แม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ประวัติศาสตร์ 14 ตค. 2516 และ 6 ตค.2519 และ 14-17 พค.2537 ได้บอกกับสังคมไทยและโลกเช่นนั้น

กิจกรรมเส้นทางสีแดงได้ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคที่มืดมืดที่สุดของการเมืองไทย (ด้วยแรงบันดาลใจของคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ซึ่งนำพวกเรานับพันคนกลับไปผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งพี่น้องร่วมอุดมการณ์ของเราถูกสังหาร) กิจกรรมนี้มีเจตนาหลักเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือการปลุกใจให้คนไทยในต่างจังหวัดและชนบทได้ลุกขึ้นมาเพื่อสู้กับทรราชย์ผู้กดขี่ ข้อจำกัดของการทำกิจกรรมนี้คือการทำกิจกรรมในภาวะที่บ้านเมืองถูกปกครองด้วยกฏหมายเผด็จการ เช่น พรก.ฉุกเฉิน (Emergency Decree) ซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม และการทำกิจกรรมถูกจับตาอย่างไกล้ชิดโดยทหารและสันติบาล ผมจึงได้ออกแบบกิจกรรมให้เป็นการปั่นจักรยานทางไกลเพื่อไปเยี่ยมเยือนผู้ได้รับผลกระทบในภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีผู้สูญเสียมากที่สุด การปั่นจักรยานไม่ใช่เรื่องผิดกฏหมายไม่ว่าจะอยู่ในสถาการณ์ใด และการเดินทางด้วยการปั่นจักรยานทางไกลหลายๆพันกิโลเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนาและความมุ่งมั่นของผู้ทำกิจกรรม การเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบและการมอบเงินบริจาคให้แก่ผู้สูญเสียเปรียบเสมือนความรักและความผูกพันของคนเสื้อแดง พวกเราไปปลอบขวัญพวกเขาให้หายหวาดกลัว พวกเราไปบอกเขาให้มีศรัทธาต่อประชาธิปไตย พวกเราเดินทางบอกเขาว่าอย่าสิ้นหวังกับการเรียกร้องสิ่งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคน การต้อนรับและมิตรภาพที่พวกเราได้รับในแต่ละจังหวัดเป็นการสร้างรอยยิ้มและความหวังให้กับคนเสื้อแดงว่าจะกลับมาต่อสู้ร่วมกันอีกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนเสื้อแดงในต่างประเทศ

นับจากนั้นเป็นต้นมา มีกิจกรรมอีกมากมายหลากหลายที่คนเสื้อแดงได้ช่วยกันสร้างขึ้นมา การทำกิจกรรมเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้สังคมเห็นถึงความเคลื่อนไหวและเจตจำนงที่ไม่ยอมแพ้ พวกเขาได้เป็นหัวขบวนในการรณรงค์การเลือกตั้งให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่พวกเขาได้รับขณะนี้คือความรู้สึกภาคภูมิใจจากชัยชนะ ชัยชนะที่ไม่ได้เป็นของคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่หมายถึงชัยชนะของอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีต่อเผด็จการอำมาตย์ที่กดขี่คนไทยในรูปแบบเทวดาใส่ชฎามานานแสนนาน

คุณได้ตั้งคำถามว่าแล้วคนเสื้อแดงจะจดจำเรื่องขมขื่นเหล่านี้อีกนานไหม ธรรมชาติของคนไทยเป็นคนที่รักและให้อภัยกันเนื่องจากคนไทยนับถือศาสนาพุทธซึ่งเป็นศานาที่สอนให้คนมีเมตตาและให้อภัยต่อกัน แต่กรณีนี้ผมมีความมั่นใจที่จะตอบแทนพวกเขาได้ว่าตราบใดก็ตามที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนยังไม่ถูกดำเนินคดีคนเสื้อแดงจะไม่มีวันหยุด พวกเขาจะเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ที่เสียชีวิตรวมถึงญาติพี่น้องของเขา และหากรัฐบาลที่เขาเลือกมาไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขา ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงจะหาทางทวงความยุติธรรมให้กับเพื่อนของเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง .. พวกเขาจะหยุดก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาได้รับความยุติธรรมแล้วเท่านั้น จริงอยู่ที่ขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับคอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้่นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) แต่ผมไม่คิดว่าลำพังการเยียวยาด้วยเงินเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียเหล่านั้นได้

สำหรับกิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพที่จะเดินทางไปกัมพูชาเป็นประเทศแรกในอาเซียนนั้น เนื่องจากกัมพูชาและไทยเป็นประเทศที่ไกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กันมากที่สุด และความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้ได้ร้าวฉานอย่างหนักนับจากรัฐบาลเผด็จการได้ก้าวมาบริหารประเทศ ก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารประเทศไฟสงครามได้ถูกจุดขึ้นโดยกลุ่มคนเสื้อเหลืองคลั่งชาติที่นิยมสงครามจากประเด็นข้อพิพาทชายแดนและเขาพระวิหาร กิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพจะเดินทางเข้าไปยังเขาพระวิหารซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นข้อพิพาท พวกเราจะเดินทางขึ้นไปพร้อมกับธงชาติไทยและจะข้ามชายแดนไปฝั่งกัมพูชาจากเขาพระวิหาร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางเข้้าประเทศโดยเปิดเผยและแบบฉันมิตร จากนั้นพวกเราจะปั่นจักรยานผ่านจังหวัดสำคัญๆ เช่น เสียมเรียบ ศรีโสภณ พระตะบอง โพธิสัตว์ กัมปงจาม และกรุงพนมเปญในที่สุด ตลอดเส้นทางที่พวกเราจะเดินทางผ่าน พวกเราจะแวะทำกิจกรรมตามจุดที่กำหนด โดยเฉพาะการไปเยี่ยมทุ่งสังหาร (Killing Field) และพิพิธภัณฑ์ตวลชเลง (Genocide Museum) ซึ่งพวกเราจะเผยแพร่กิจกรรมนี้กลับเข้ามาประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตือนสติคนในสังคมไทยว่าหากยังไม่ยุติความขัดแย้งในอีกไม่ช้าลูกหลานของเราจะรับมรดกความเกลียดชังและลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันเองเช่นที่เคยเกิดขึ้นในกัมพูช

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

คนเสื้อแดงแบ่งได้กี่กลุ่ม? (Red Shirt Classifications) :

คนเสื้อแดงแบ่งได้กี่กลุ่ม? (Red Shirt Classifications) :
สำหรับคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงอาจสับสนว่าคนเสื้อแดงมีกี่กลุ่มกันแน่ อะไรคือความเหมือนและอะไรคือความแตกต่าง ผมมีเพื่อนเสื้อเหลืองซึ่งมาขอคำแนะนำและขอให้ผมโพสเป็นกระทู้สำหรับผู้สนใจ จากข้อมูลในการทำกิจกรรมและอยู่ในวงการเสื้อแดงมาหลายปี ผมคิดว่าคนเสื้อแดงสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1. "กลุ่ม นปช"ได้แก่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. (United Front of Democracy Against Dictatorship : UDD) 
กลุ่มนี้เป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากคุณทักษิณเพื่อสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เป้าหมายหลักคือการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการซ่อนรูป มวลชนส่วนใหญ่เป็นคนชนชท ชาวไร่ชาวนา เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือที่เรียกว่าชาวบ้านรากหญ้า (Grassroots) กลุ่มนี้มีจำนวนหลายล้านคนทั้งในและต่างประเทศ
กลุ่มที่2 "แดงก้าวหน้า" ได้แก่กลุ่มที่ต้องการประชาธิปไตยเต็มรูป
เช่นเดียวกับประเทศอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน
และอีกหลายประเทศที่ประชาธิปไตยพัฒนาจนไปถึงมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ นักเคลื่อนไหวที่เป็นที่รู้จักของกลุ่มนี้เช่น คุณจักรภาพ เพ็ญแข อ.ใจ อึ้งภากรณ์ อ.สุรชัย แซ่ด่าน เป็นต้น เรียกกลุ่มนี้ว่า "แดงก้าวหน้า"
กลุ่มที่3. กลุ่ม "แดงรักษ์สถาบัน"ได้แก่กลุ่มที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีประชาธิปไตยภายใต้ระบอบกษัตริย์
นื่องจากเห็นว่ารากฐานสังคมไทยเหมาะสมกับการปกครองรูปแบบนี้ แต่มีเงื่อนไขว่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์จะต้งดำรงตนต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่ยุ่งเกี่ยวแทรกแทรงการบริหารแผ่นดินโดยเปิดเผยหรือผ่านตัวแทนเพื่อป้องกันมิให้ข้าราชบริพารแอบอ้างหาประโยชน์ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ที่สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในประเทศ
กลุ่มที่ 4ได้แก่กลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งเคลื่อนไหวอิสระไม่ผูกพันกับกลุ่มใด กลุ่มนี้เคลื่อนไหวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับมวลชนให้กล้าแสดงออกและพัฒนาศักยภาพของมวลชน เช่น 
  • กลุ่มกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของบก.ลายจุด (กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) 
  • กลุ่มกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรม (กลุ่มเส้นทางสีแดง) เป็นต้น

กลุ่มที่ 5 ได้แก่กลุ่มนักวิการที่สนับสนุนประชาธิปไตยเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด เช่น กลุ่มนิติราษฏร์ อ.ตุ้ม อ.หวาน อ.สมศักดิ์ เป็นต้น

หวังว่ากระทู้นี้จะทำให้คนเสื้อเหลืองหรือผู้ที่ไม่มีสีเสื้อได้เข้าใจคนเสื้อแดงมากขึ้นว่าคนเสื้อแดงมีหลากหลายประเภท และการกระทำของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็มิได้ผูกพันกับกลุ่มอื่นเสมอไป สิ่งที่เหมือนกันของแดงทุกกลุ่มค้อต้องการเห็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย มีความยุติธรรมมาตรฐานเดียว ผู้คนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและพูดความจริงโดยเสมอกัน

เขียนโดย: 
ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

แจ้งความองค์กรอิสระที่ร่วมกันล้มการเลือกตั้ง 2 กพ.

(จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน และคนเสื้อแดงทั่วประเทศ)
ถึง คนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกท่าน
ตามที่องค์กรอิสระทั้ง 3 ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ร่วมกันล้มการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ภาษีของประชาชนกว่า 3,800 ล้านที่ต้องเสียไปในการเลือกตั้งโดยเปล่าประโยชน์
ผมใคร่ขอเชิญชวนให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นมาแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับองค์กรอิสระเหล่านี้ในฐานะเจ้าของประเทศตัวจริง โดยการนำแบบฟอร์มด้านล่างนี้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับองค์กรอิสระได้ที่โรงพักทั่วประเทศ
รักและยึดมั่นในอุดมการณ์
ฟอร์ด เส้นทางสีแดง
28/3/2557
**********************************
(แบบฟอร์มแจ้งความดำเนินคดีกับองค์กรอิสระ)
ข้าพเจ้านาย xx อายุ xx ปี เกิดเมื่อวันที่ xx ที่อยู่ตามบัตรประชาชน xx โทร xx มีความประสงค์จะขอแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการเลือกตั้ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 จากความผิดกรณีร่วมกันทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ อันสืบเนื่องจากเหตุชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มกปปส.ที่จัดชุมนุมปิดสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร และถึงกับปิดกรุงเทพในวันที่ 13 มกราคม 2557 จนนำไปสู่การปิดล้อมสถานที่รับเลือกตั้งและขัดขวางการเลือกตั้งทั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้า 26 มกราคม 2557 และ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ในเขตกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคใต้ ทำให้กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งเสร็จสิ้นรวมทั้งหมด 28 เขต (อ้างอิง 1 )
ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 นายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คน ได้แก่นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช และศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องของ นายกิตติพงศ์ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา เป็นโมฆะหรือไม่ (อ้างอิง 2 และ 3)
ต่อมาในวันที่ 19 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้สืบพยานผู้ร้อง (ผู้ตรวจการแผ่นดิน) และผู้ถูกร้อง (รัฐบาลและกกต.) ซึ่งนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ในฐานะรักษาการณ์รองนายกรัฐมนตรีได้เบิกความสรุปว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจยื่นคำร้องและศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องนี้เนื่องจากเป็นอำนาจของศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เบิกความสรุปว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเนื่องจากกกต.ยังไม่ได้ออกระเบียบที่ขัดกับศาลรัฐธรรมนูญและขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน (อ้างอิง 4)
ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ โดยมิได้วินิจฉัยว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ซึ่งต่อมาคณะสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยได้แถลงข่าวคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ให้ประชาชนผู้สนใจได้ศึกษา (อ้างอิง 5 และ 6 )
ข้าพเจ้าเป็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศและเสียภาษีถูกต้องตามกฏหมายและได้ร่วมกับคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นผู้หนึ่งที่ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมาพันธ์ 2557 เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดจากความบกพร่องในหน้าที่ของกกต.และการปฏิบัติหน้าที่โยดมิชอบของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งผลเสียหายต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งกว่า 3,200 ล้านบาทโดยไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ จึงมีความประสงค์ที่แจ้งความดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน (นายจรัล ภักดีธนากุลและพวก) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (นายศุภชัย สมเจริญและพวก) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศและพวก) ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ด้วยเหตุผลดังนี้
1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ยังมิได้เสร็จสิ้นอีก 28 เขตในกรุงเทพและภาคใต้นั้น ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบกับเวปไซด์มีชัยไทยแลนด์ ฃึ่งได้ตอบคำถามประชาชนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในวันเดียวกันแล้วเสร็จจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร คำตอบนี้ตอบโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ให้ความเห็นว่า “หากมีเหตุทำให้เลือกตั้งไม่ได้ เช่น เกิดเหตุจราจล เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น กฎหมาย (มาตรา 78) ให้อำนาจกกต.ที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่มีข้อกำหนดว่าจะเลื่อนไปถึงเมื่อไหร่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงพระราชกฤษฏีกาที่กำหนดไว้ ขึ้นอยู่กับว่าเหตุนั้นอยู่นานเท่าไหร่ และสามารถจัดการเลือกตั้งได้เมื่อใดฯลฯ” (อ้างอิง 7 ) นอกจากนี้ในระหว่างที่มีการขัดขวางการเลือกตั้งของกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับเพิกเฉยมิได้ขอความร่วมมือไปยังตำรวจหรือทหารให้เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้งที่ที่มีอำนาจกระทำได้ กลับปล่อยให้ผู้ชุมนุมขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้ง ขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า และขัดขวางการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ถึง 28 เขต
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่ากกต.มีอำนาจที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เพื่อให้การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 สำเร็จลุล่วงได้ แต่กลับละเลยมิได้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ แต่โยนภาระการเลื่อนวันเลื่อนตั้งใหม่ให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะนั้น ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบพบว่าได้มีผู้ยื่นคำร้องดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 31 มกราคม 2557 นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ สส.พรคคประชาธิปัตย์ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า “การร้องเรียนดังกล่าวเป็นอำนาจตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิใช่ร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 244 (1) (ก) เพราะกกต.เป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ตามมาตรา 244 จึงไม่อยู่ในอำนาจของผู้ตรวจการฯ ดังนั้นไม่อาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน สามารถส่งเรื่องให้ศาลปกครองได้เท่านั้น ” (อ้างอิง 8 ) ถัดจากนั้นอีกเพียง 18 วันคือวันที่ 18 กุมภาพํนธ์ 2557 ก็มีนายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้ยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันนี้กับผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คนประกอบด้วยนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศจ.ศรีราชา เจริญพานิช และศจ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติให้ส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 กพ. โมฆะ(อ้างอิง 9)
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยกคำร้องของสส.ประชาธิปัตย์ในวันที่ 31 มกราคคม 2557 แต่กลับรับคำร้องของอาจารย์ธรรมศาสตร์วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ชวนให้สงสัยว่ามีเหตุจูงใจที่เกี่ยวข้องกับรับผลประโยชน์ในการรับคำร้องและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ
3. ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าที่จะมีคำวินิจฉัยนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐบาล และกกต.เข้าเบิกความในวันที่ 19 มีนาคม 2557 โดยนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รักษาการณ์รองนายกรัฐมนตรี และนายศุภชัย สมเจริญได้เบิกความสรุปว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจรับคำร้องและคดีนี้เป็นหน้าที่ของศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับคำแถลงของคณาจารย์จากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยซึ่งเปิดแถลงข่าววิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 23 มีนาคม 2557
ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องโดยที่ไม่มีอำนาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขยายขอบเขตอำนาจก้าวก่ายอำนาจศาลยุติธรรม และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็กระทำโดยมิได้พิจารณาจากความเป็นจริงและขัดแย้งกับความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธ์ซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดอำนาจของตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง
ด้วยเหตุดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการกระทำขององค์กรอิสระทั้งสาม ได้แก่ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงขอแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้ถึงที่สุด
Unlike ·  · 

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

เปรมและทักษิณ กับวาทะ "ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน"



คำว่าเกิดเป็นคนต้องตอบแทนคุณแผ่นดินเป็นคำที่พลเอกเปรม ตินณสูลานนท์ใช้หลายปีต่างกรรมต่างวาระเพื่อทำให้สังคมเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำมาตลอดอธิบายได้ว่าทำเพื่อการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเป็นแรงจูงใจสำคัญ ผมคิดว่าคำพูดนี้เป็นคำพุดที่ลึกซึ้งและอธิบายเป็นรูปธรรมจับต้องได้ยาก แต่คำถามคือการกระทำเยี่ยงไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินที่แท้จริง ?

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตอบแทนคุณประเทศนี้ด้วยการอาสามาเป็นนักการเมืองก่อตั้งพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติในยามที่ชาติไกล้ล้มละลายจากวิกฤตฟองสบู่ที่พรรคประชาธิปัตย์และนายทุนละโมบของเขาสร้างไว้จากการเปิดเสรีทางการเงินสมัยรัฐบาลชวนมีนายธารินทร์เป็นรมว.คลัง ในขณะนั้นประเทศไทยไม่มีใครแก้ปัญหานี้ได้แต่นายกทักษินทำได้และสมามารถใช้หนี้คืน IMF ก่อนกำหนด แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาใดๆย่อมทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบและมีผู้ได้รับประโยชน์ นายกทักษิณได้ทำการปราบปรามยาเสพติดแทบไม่เหลือทรากเพื่อประกาศเป็นการทำสงครามยาเสพติดเพื่อในหลวง แน่นอนว่าการกระทำนี้ก็ทำให้เครือข่ายค้ายาเสพติดสูญเสียประโยชน์มหาศาล

นายกทักษิณทำให้สังคมไทยที่ถูกมอมเมาด้วยการพนันมาช้านานประชาชนหูตาสว่างด้วยการยกเลิกหวยใต้ดินและทำให้เป็นสิ่งผิดกฏหมาย รายได้นำเข้ารัฐและส่งให้เด็กไทยที่ยากจนได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ แต่นโยบายนี้ก็ไปกระทบกับรายได้มหาศาลของหวยใต้ดินที่ส่งต่อกันทอดๆจากมือเจ้ามือชาวบ้านจนถึงนักการเมืองที่ให้การคุ้มครองธุรกิจผิดกฏหมาย นายกทักษิณทำให้ชาวบ้านคนยากจน (ซึ่งรวมถึงผมด้วยที่อยากจะเป็นคนจน) ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้คนไทยจำนวนมากมีสุขภาพแข็งแรงมีชีวิตยืนยาวขึ้น (กรุณาดูกระทู้การเยี่ยมผู้ป่วย HIVS ที่วัดพระบาทน้ำพุที่รอดตายเพราะโครงการนี้)

นายกทักษินให้โอกาสนักธุรกิจที่ประสพปัญหาจากฟองสบู่แตกผ่านการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ให้ได้มีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้พลิกฟื้นธุรกิจกลับมาอีกครั้ง นายกทักษิณให้โอกาสชาวบ้านคนยากจนได้ลืมตาอ้าปากผ่านนโยบายพักชำระหนี้ ให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ ได้ทำให้ชุมชนทั่วประเทศได้มีงานทำผ่านนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ทำให้สินค้าไทยจากชุมชนชนบททั่วประเทศได้ส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ ส่งเสริมการจ้างงาน ลดปัญหาอาชญากรรม

นายกทักษินทำให้เด็กๆและเยาวชนไทยเที่ยวเตร่น้อยลงด้วยนโยบายจัดระเบียบสังคม เข้มงวดกับการเปิดสถานบริการยันเช้า ทำให้เด็กไทยตื่นจากความมอมเมา ลดปัญหาเด็กเรียนไม่จบ ท้องก่อนแต่ง โรคเพศสัมพันธ์ ฯลฯ ที่ผมพูดมานี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของนโยบายประชานิยมในสมัยพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้ทำการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงมากกว่าคำโกหกของสุเทพที่คิดเป็นม็อตโต้ในการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สำหรับผมนี่คือการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่แท้จริง

ในทางกลับกัน การตอบแทนคุณแผ่นดินของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ด้วยการอยู่เบื้องหลังรัฐประหารเป็นเหตุให้สังคมไทยแตกแยกไม่จบสิ้นจนทุกวันนี้ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเพราะเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองหลายพันคนแล้วและไม่มีท่าทีจะหยุด พลเอกเปรมยังอยู่เบื้องหลังการขัดขวางพระบรมโอรสาธิราชในการขึ้นครองราชย์ตามกฏมณเฑียรบาลทั้งที่พระบรมเป็นรัชทายาทตามกฏหมาย ฯลฯ

สำหรับผมพลเอกเปรมควรจะใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยการไปบวชทดแทนคุณให้ประชาชนที่เสียชีวิตในการกระทำของเขาและตายในผ้าเหลืองจึงจะสาสมและไถท่โทษกับสิ่งที่เขาได้ทำไว้กับประเทศชาติ !

(บทความส่วนตัว ฟอร์ด เส้นทางสีแดง 1 มีค. 2557)